สร้างความร่ำรวยของมหาเศรษฐีแห่งบาบิโลน
แม้เงินจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างและ ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้นั้น แต่เงินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีได้
ดังนั้นจึงทำให้คนเราอยากเป็นคนรวย จะเห็นได้ว่ามีหนังสือเกี่ยวกับวิธีการสร้างความร่ำรวยมากมายในร้านหนังสือ วันนี้จึงมีข้อคิดดี ๆ ที่เป็นหลักปรัชญาแห่งการบริหารเงินจากหนังสือเรื่องชายผู้ร่ำรวยที่สุดของ เมืองบาบิโลน (The Richest Man in Babylon) ของ George S. Clason มาฝาก ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันมีหนังสือแนะนำหลังการลงทุนขายอยู่มากมาย แต่ที่น่าสนใจคือหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1926 และแทบพูดได้ว่าเป็นต้นแบบของหนังสือแนะนำการลงทุนอื่น ๆ อีกมากมาย
เนื้อเรื่องนั้นเกิดขึ้นในเมืองบาบิโลนซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส หรือในประเทศอิรักในปัจจุบัน บาบิโลนเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองร่ำรวยที่สุดในยุคโบราณโดยเป็นศูนย์กลาง ทางการค้าและการเงินในสมัยนั้นรวมทั้งมีผลิตภัณฑ์การเงินที่สำคัญ ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำของรายได้มากที่สุดด้วยเช่น กัน
เรื่องนี้มีตัวละครหลัก 3 คน คือ โคบี นักดนตรี บันเซอร์ช่างทำรถม้า และอักรา ทั้งสามเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเด็ก อักราเป็นมหาเศรษฐีแห่งนครบาบิโลน ขณะที่โคบีและบันเซอร์มีความสงสัยว่าเหตุใดทั้งสองทำมาหากินเท่าไรก็ไม่รวย สักทีนั้น ดังนั้นหลังจากปรึกษาหารือกันแล้วจึงคิดว่าจะไปขอคำปรึกษาจากอักราถึงเคล็ด ลับที่ทำให้รวย โดยขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้นเขาก็ได้บอกอักราว่านั้นโชคดีที่ร่ำรวย แต่อักราตอบว่าความรวยของเขาไม่ได้เกิดมาจากโชคลาภแต่อย่างไร และไม่คิดว่าโชคจะสามารถทำให้ใครรวยได้ และสาเหตุที่โคบี และบันเซอร์ไม่ร่ำรวยนั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้กฎที่ทำให้ร่ำรวยต่างหาก อักราได้เล่าให้เพื่อนทั้งสองฟังว่า เมื่อเขาเป็นเด็กได้พบเห็นเศรษฐีผู้หนึ่งที่มีความสุขจากอิสรภาพที่จะทำและ มีทุกสิ่งที่ปรารถนา อักราจึงตั้งเป้าหมายว่าเขาจะต้องรวยให้ได้ และได้อาสาทำงานให้กับเศรษฐีโดยมีข้อแม้ว่าหากเขาทำงานของเขาสำเร็จ เศรษฐีจะต้องสอนวิธีรวยให้กับเขา ซึ่งวิธีการบริหารเงินที่อักราได้เล่าเรียนมานั้น คือ วิธีเยียวยากระเป๋าสตางค์ที่ลีบแบนให้หนาขึ้น
แนวทาง วิธีการโดย
หนึ่ง เริ่มเก็บออมเงินทุก 1 ใน 10 ที่ได้รับ และใช้จ่ายเพียงแค่อีก 9 ส่วนของเงินนั้น จะเห็นได้ว่ากระเป๋าสตางค์จะเริ่มหนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักการในข้อนี้คืออย่าใช้เงินที่หาได้ทั้งหมดเพราะถ้าใช้หมดก็จะไม่มีเงิน ส่วนเหลือ (ความมั่งคั่งคือการที่มีเงินเหลือหรือคนรวยหมายถึงคนที่มีเงินเหลือเก็บ)
สอง ควบคุมการใช้จ่ายให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ และ จงอย่าสับสนความจำเป็นกับความต้องการส่วนตัว
สาม ทำให้สินทรัพย์ของท่านเพิ่มมูลค่า ให้เงินทำงานให้ท่านในอนาคตและต้องนำดอกผลจากการลงทุนไปลงทุนต่อ ไม่ใช่นำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายที่ไม่มีความจำเป็น
สี่ ปกป้องสมบัติไม่ให้สูญเสีย โดยศึกษาการลงทุนให้รอบคอบและลงทุนกับผู้รู้ เพราะเราไม่เสียอะไรเลยจากการขอคำแนะนำจากคนฉลาด และสาเหตุที่เราไม่รู้สิ่งต่าง ๆ เพราะเราไม่เคยคิดจะแสวงหาความรู้
ห้า ใช้เคหสถานของท่านเป็นการลงทุนที่มีผลกำไร โดยมีนัยว่าการลงทุนในวันนี้ ต้องประกอบควบคู่ไปกับความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบันด้วยหมายถึงการรักษาความ สมดุลของชีวิตในปัจจุบันและในอนาคต
หก จงประกันรายได้ในอนาคต เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น จึงต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ
เจ็ด จงเพิ่มความสามารถในการหาเงิน โดยการเพิ่มพูนความรู้ด้านการศึกษา และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นหลักการเดียวกันกับแนวคิดเศรษฐกิจพอ เพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่แท้จริงนั้นเกิดจากความมุมานะที่จะแสวงหาความรู้ โดยความมั่งคั่งที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากการบริหารจัดการเงินอย่างฉลาด มิใช่การพึ่งพาโชคลาภหรือลาภลอย จึงควรเริ่มต้นคิดและทำเสียตั้งแต่วันนี้นะคะ.


No comments:
Post a Comment